วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

อารยธรรมอินเดียโบราณ



อารยธรรมอินเดียโบราณ


อารยธรรมอินเดียกำเนิดในบริเวณที่อยู่ระหว่างแม่น้ำสินธุและแม่น้ำคงคา ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า    อนุทวีปหรือเอเชียใต้ในปัจจุบัน เป็นอารยธรรมที่เกิดจากการหล่อหลอมและผสมผสานความเจริญของชนชาติต่างๆ ที่ได้เข้ามาครอบครองและตั้งถิ่นฐาน จนกลายเป็น อารยธรรมอินเดียที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีอิทธิพลต่อการพัฒนาอารยะรรมในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ นับว่าเป็นรากฐานสำคัญของอารยะรรมตะวันออก

1.สภาพภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมอารยธรรมอินเดีย

544

ที่ตั้ง อินเดียมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้ถูกแบ่งแยกจากกันด้วยที่ราบสูงเดคคาน เป็นผลให้ทั้งสองเขตมีความแตกต่างกันทั้งด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ การประกอบอาชีพ และการหล่อหลอมอารยธรรม
ตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ มีเทือกเขาหิมาลัยที่หนาวเย็นและสูงชันกั้นไม่ให้อินเดียติดต่อกับดินแดน อื่นได้สะดวก อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีช่องแคบไคเบอร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือที่ติดต่อกับดินแดนนอื่นทางตะวัน ตกได้ เช่น เปอร์เซีย กรีก และโรมัน ดังนั้นบริเวณอินเดียตอนเหนือจึงรับและผสมผสานอารยธรรมที่เข้ามาทางช่องแคบ ไคเบอร์ ทั้งที่มาจากการติดต่อค้าขายและรุกรานของชาติอื่นๆ เช่น พวกอารยันและมุสลิม
ตะวันตกและตะวันออก เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำสาขาของแม่น้ำทั้งสองที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่กาประกอบ เกษตรกรรม โดยเฉพาะแม่น้ำคงคา ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยและนำความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ในลุ่ม แม่น้ำ จึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชาวอินเดีย และเป็นบ่อเกิดของศาสนา ความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ในอารยธรรมอินเดีย เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ อนึ่ง ความอุดมสมบูรณ์ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำต่างๆ ทำให้ชนต่างชาติพยายามรุกรานและยึดครองอินเดียตลอดมา
ตอนกลาง เป็นเขตที่ราบสูงเดคคานที่แห้งแล้งและทุรกันดาร เพาะถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงซึ่งขวางกั้นการติดต่อระหว่างอินเดียเหนือและ อินเดียใต้ แต่ก็นับเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของอินเดีย เพราะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวอินเดีย และยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรป่าไม้และแร่ธาตุต่างๆ

ตอนใต้ ไม่สามารถติดต่อกับดินแดนทางตอนเหนือได้สะดวก แต่สามารถติดต่อกับดินแดนอื่นๆนอกประเทศได้ง่าย เนื่องจากมีที่ราบแคบๆ ยาวขนานกับชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียทั้ง 2 ฝั่ง ประชากรในแถบนี้มีการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนอารยธรรมกับดินแดนอื่น เช่น อียิปต์ เมโสโปเตเมีย ลังกา และดินแดนในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อารยธรรมของชาวอินเดียใต้จึงมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชาวอินเดียทางตอนเหนือ

ภูมิอากาศ
อินเดียมีภูมิอากาศแห้งแล้งเพราะฝนตกน้อยประมาณปีละ 4 เดือน และมีอากาศร้อนจัด ปีใดฝนตกน้อยกว่าปกติ การเพาะปลูกจะไม่ได้ผลและเกิดความอดอยาก ในเขตตรงข้าม ปีใดที่ฝนตกมากเกินไปจะเกิดอุทกภัย พืชผลได้รับความเสียหาย อนึ่ง ปีที่มีอากาศร้อนจัดมากๆ เช่น อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสขึ้นไปมักจะเกิดภัยแล้ง พืชผลส่วนใหย่ไม่อาจต้านทานความแห้งแล้งได้เพราะอากาศขาดความชุ่มชื้น สภาพภูมิอากาศจึงมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตและความเชื่อของชาวอินเดียวึ่ง ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ดังเช่นการบูชาแม่น้ำคงคาว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นำความชุ่มชื้นและ อุดมสมบูรณ์มาให้ อนึ่ง ลักษณะภูมิอากาศยังทำให้ชาวอินเดียมีความอดทนในการต่อสู้กับความยากลำบาก ด้วยวิธีการต่างๆ พร้อมกับการยอมรับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

2.การพัฒนาอารยธรรมอินเดียโบราณของกลุ่มต่างๆ
ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ส่งเสริมให้ชนชาติต่างๆ ขยายอิทธิพลเข้ามาครอบครองอินเดีย เป็นผลให้เเกิดการผสมผสานและหล่อหลอมอารยธรรมของชนชาติต่างๆ ที่เข้ามาปกครองอินเดีย ชนชาติที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมอินเดียโบราณ ได้แก่ พวกดราวิเดียน หรือทราวิฑ (Dravidian) และอารยัน (Aryan)
ดราวิเดียน อารยธรรมอินเดียโบราณเกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำสินธุ (อยู่ในแคว้นปัญจาบ ประเทศปากีสถาน) เมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณ 4500 ปีมาแล้ว  เรียกกันทั่วไปว่าอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Civilization) จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ามีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่บริเวณเมืองโมเฮ นโจดาโร (Mohenjo Daro)    และเมืองอารัปปา (Harappa) ในเขตลุ่มแม่น้ำสินธุ เชื่อกันว่าเป็นอารยธรรมของพวกดราวิเดียนซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในเขตนี้

ลักษณะเด่นของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ มีความเจริญในลักษณะสังคมเมือง มีการวางผังเมืองที่เป็นระเบียบ บ้านเรือน แต่ละหลังมีห้องน้ำ และมีท่อระบายน้ำเชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำของเมือง นอกจากนี้บ้านบางหลังยังก่อสร้างสูงถึง 3 ชั้น วัสดุก่อสร้างทำด้วยอิฐซึ่งมีคุณภาพดีและมีขนาดเท่ากันทุกก้อน เหล่านี้ล้วนแสดงถึงภูมิปัญญาด้านสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างของพวกดราวิเดียนในอดีต

download

ชาวลุ่มแม่น้ำสินธุยุคนี้ดำรงชีวิตด้วยการค้าและการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม หลักฐานที่พบจากการขุดค้นแสดงว่าพวกเขามีการติดต่อค้าขายกับดินแดนเมโสโปเตเมียตั้งแต่ราว 2300 ปีก่อนคริสต์ศักราช สินค้าที่ผลิตเพื่อจำหน่าย ได้แก่ ผ้าฝ้าย เครื่องปั้นดินเผาเขียนลวดลาย เครื่องทองแดงและทองเหลือง และเครื่องประดับที่ทำด้วยทองและเงิน นอกจากนี้ พวกเขายังรู้จักประดิษฐ์อักษรของตนเอง และมีความเชื่อทางศาสนา โดยนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ทั้งคน สัตว์ ต้นไม้ และสิ่งของต่างๆ
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเสื่อมสลายตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วมเมือง และโรคระบาด หรืออาจถูกรุกรานจากชนชาติอื่น (อารยัน) ที่มีอำนาจเหนือกว่า
อารยัน อารยัน เป็นอินโด-ยูโรเปียนเผ่าหนึ่ง เป็นพวกนักรบและมีอาชีพเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน ได้รุกรานเข้ามาทางตะวันตกเฉยงเหนือของอินเดียตั้งแต่ประมาณ 1500 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 3500 ปีมาแล้ว จากนั้นได้เข้าครอบครองลุ่มแม่น้ำสินธุและขยายเข้าไปในลุ่มแม่น้ำคงคา ทำให้ชาวพื้นเมืองเดิมหรือพวกดราวิเดียนต้องถอยลงไปทางตอนใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัทราส (Madras) หรือเมืองเชนไน (Chennai) ปัจจุบัน

download (1)

หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงอารยธรรมอารยันยุคแรกหรือยุคพระเวทตอนต้น (ประมาณปี 1500-1000 ก่อนคริสต์ศักราช) คือ คัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นทั้งบทสวดสรรเสริญบูชาเทพเจ้า หลักปฏิบัติในพิธีกรรมทางศาสนาและหลักปรัชญาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นอกจากนี้ยังมีวรรณกรรมสำคัญอีก 2 เรื่องคือมหากาพย์เรื่องมหาภารตะ และรามายณะ ซึ่งให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันต่างๆ ของอินเดียโบราณโดยเฉพาะด้านการปกครอง สังคม และศาสนา อนึ่ง ภาษาที่ใช้ในวรรณกรรมเหล่านี้ คือ ภาษาสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาของพวกอารยัน ดังนั้นภาษาสันสกฤตจึงแพร่หลายสืบทอดต่อมาถึงปัจจุบัน
ในระยะแรก พวกอารยันมีการปกครองในลักษณะนครรัฐ แต่ละรัฐเป็นอิสระต่อกัน บางแห่งมีหัวหน้าเผ่าเป็นผู้ปกครองและบางแห่งมีกษัตริย์ปกครอง แต่เนื่องจากอารยันเป็นชนชั้นปกครองและเป็นพวกอินโด-ยูโรเปียนจึงไม่ต้องการให้มีการผสมผสานทางเชื้อชาติกับชาวพื้นเมืองเดิมซึ่งแตกต่างจากตน พวกเขาได้กำหนดโครงสร้างของสังคมโดยจำแนกกลุ่มคนเป็น 4 วรรณะคือ วรรณะพราหมณ์ ซึ่งเป็นวรรณะสูงสุดผู้ประกอบพิธีกรรมและสืบทอดศาสนา รองลงมา คือ วรรณะกษัตริย์ เป็นชนชั้นปกครองหรือนักรบ วรรณะที่ 3 คือ วรณะแพศย์ เป็นสามัญชนทั่วไป และวรรณะศูทร ได้แก่ ชาวพื้นเมืองซึ่งทำหน้าที่รับใช้วรรณะอื่นๆ นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้มีการแต่งงานข้ามวรรณะ หากมีการฝ่าฝืน บุตรของผู้ที่แต่งงานข้ามวรรณะจะต้องเป็น พวกจัณฑาล ซึ่งมีสถานะต่ำที่สุด และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในสังคมของวรณะอื่นๆ
ศาสนาของพวกอารยันคือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่นับถือเทพเจ้าสำคัญ 3 องค์คือ พระศิวะหรือพระอิศวรเป็นเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุด พระวิษณุหรือพระนารายณ์ซึ่งจะอวตารลงมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อดับทุกข์เข็ญ และพระพรหมผู้สร้างโลก พราหมณ์เป็นผู้ที่ติดต่อกับเทพเจ้าได้ด้วยการประกอบพิธีกรรมและร่ายบทสวดมนต์บูชาเทพเจ้าตามคัมภีร์พระเวท ดังนั้นจึงมีบทบาทสำคัญในสังคมอินเดีย อนึ่ง ศาสนายังสอนให้คนยอมรับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ทำให้ชาวอินเดียยอมรับชะตากรรมของตนในโลกปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงการดำรงอยู่ในวรรณะที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด แล้วมุ่งทำความดีเพื่อจะได้หลุดพ้นจากวัฏสารนับว่าศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีอิทธิพลสำคัญต่อการหล่อลหอมความคิด ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวอินเดียมาก
หลังยุคพระเวท (ประมาณ 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือสมัยพุทธกาล) ได้เกิดอารยธรรมสำคัญขึ้นคือศาสนาพุทธและศาสนาเชน ชาวอินเดียบางส่วนได้หันไปเสื่อมใสศาสนาทั้งสอง ศาสนาพุทธกำเนิดในบริเวณที่เป็นประเทศเนปาลปัจจุบันเมื่อปี 543 ก่อนคริสต์ศักราช และเจริญรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (273-232 ก่อนคริสต์ศักราช) จากนั้นก็แพร่หลายในดินแดนอื่นๆ เช่น ศรีลังกา เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย

index

ประมาณปี 413-322 ก่อนคริสต์ศักราช อินเดียถูกรุกรานจากชนต่างชาติคือ เปอร์เซียและกรีก ต่อมาพวกเขาได้สถาปนาจักรวรรดิของพวกอารยันครั้งแรกในสมัยราชวงศ์เมารยะ (322-185 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในช่วงคริสต์ศักราช กษัตริย์ของชาวอารยันแห่งราชวงศ์คุปตะ (ค.ศ.320-535) สามารถสถาปนาจักรวรรดิปกครองดินแดนของตนและพัฒนาความเจริญด้านต่างๆ ของอารยธรรมอินเดีย เป็นต้นว่า ศาสนา การศึกษา สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม วรรณกรรม กฎหมาย วิทยาการด้านการแพทย์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ฯลฯ อารยธรรมเหล่านี้ได้แพร่หลายเข้าไปในดินแดนอื่นๆ และกลายเป็นรากฐานของอารยธรรมในดินแดนนั้นๆ ด้วย เช่น อารยธรรมไทย เขมร ฯลฯ
หลังจากนั้น อินเดียก็ถูกพวกมุสลิมซึ่งเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือรุกรานและปกครองนานหลายร้อยปีจนกระทั่งสูญเสียอำนาจให้แก่อังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 18 แม้ว่าอินเดียถูกรุกรานและปกครองโดยชนชาติอื่นหลายกลุ่มนานหลายศตวรรษและทำให้อารยธรรมอินเดียมีลักษณะผสมผสานมากขึ้น แต่อารยธรรมสำคัญของพวกอารยันคือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และระบบวรรณะก็ยังคงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของอารยธรรมอินเดียสืบนื่องต่อมา

รูปโปรไฟล์ บล็อก + หน้าปก


รูปโปรไฟล์ บล็อก + หน้าปก




บทบาทสตรีไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน ณ. พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว



        บทบาทสตรีไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

บทบาทของสตรีไทย

พระสุพรรณกัลยา  
  
          สตรีไทยมีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่อดีต  ในทางการเมืองสตรีไทยในประวัติศาสตร์หลายคนได้มีบทบาทในการสร้างชาติไทย  เช่น  พระสุพรรณกัลยา  พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงเสียสละพระองค์เป็นองค์ประกันที่เมืองหงสาวดี  เพื่อแลกกับอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรที่จะมากอบกู้เอกราชให้กับกรุงศรีอยุธยาในวันข้างหน้า
             
คุณหญิงจัน

         ในสมัยรัตนโกสินทร์  สตรีไทยหลายคนได้มีบทบาทในการต่อสู้ทำสงครามเพื่อปกป้องบ้านเมือง  เช่น  คุณหญิงจัน  ภรรยาเจ้าเมืองถลาง (ภูเก็ต)  และนางมุกน้องสาว  ได้นำชาวบ้านเมืองถลางต่อสู้ต้านทานกองทัพพม่าเมื่อครั้งสงครามเก้าทัพในสมัยรัชกาลที่ 1  มีความดีความชอบจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรตามลำดับ
คุณหญิงโม หรือ ท้าวสุรนารี

          ในสมัยรัชกาลที่ 3  คุณหญิงโม  ภรรยาของปลัดเมืองนครราชสีมา  ได้ใช้อุบายโดยให้หญิงชาวบ้านเลี้ยงสุราอาหารแก่ทหารลาว  ทำให้กองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ตายใจและปล่อยปละละเลยความปลอดภัยของค่ายทัพ  เมื่อได้โอกาสก็นำอาวุธเข้าต่อสู้กับทหารฝ่ายลาวจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากและแตกทัพหนีไป  ทำให้ฝ่ายไทยสามารถเอาชนะได้  ต่อมาคุณหญิงโมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นท้าวสุรนารี

          นอกจากนี้  เจ้านายสตรีบางพระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  ครั้งแรกคือ  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี  พระอัครราชเทวีเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี  พระบรมราชินีนาถ  ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน  เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 พ.ศ. 2440  และครั้งที่ 2  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวชเมื่อ พ.ศ. 2499  ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ  เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

บทบาทสตรีไทยกับนายก ยิ่งลักษณ์

          ในสมัยปัจจุบัน  มีสตรีไทยจำนวนมากได้มีบทบาททางการเมือง  เช่น  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภา  รัฐมนตรี  นอกจากนี้ในหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังมีสตรีที่ดำรงตำแหน่งสำคัญ  เช่น  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นต้น

กรมหลวง นรินทรเทวี  (เจ้าครอกวัดโพ)
         
          ในด้านสังคมและวัฒนธรรม  สตรีไทยหลายท่านมีบทบาทด้านการประพันธ์  เช่น กรมหลวง นรินทรเทวี  (เจ้าครอกวัดโพ)  พระน้องนางเธอในรัชกาลที่ 1  ทรงประพันธ์จดหมายเหตุความทรงจำ  บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2310 ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าจนถึง พ.ศ. 2363  ในช่วงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  นับเป็นการบันทึกข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สำคัญสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

          นอกจากนี้ คุณพุ่มหรือบุษบาท่าเรือจ้าง  ธิดาของพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี)  เป็นกวีหญิงที่มีความรู้ความสามารถ  เป็นศิษย์คนสำคัญของสุนทรภู่  และคุณสุวรรณ  ธิดาพระยาอุไทยธรรม (สกุล ณ บางช้าง)  และเป็นข้าหลวงกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ  ก็ได้เป็นศิษย์ของสุนทรภู่ด้วยเช่นกัน  ผลงานที่สำคัญ  เช่น  เพลงยาวจดหมายเหตุเรื่องกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพประชวร  บทละครเรื่องพระมะเหลเถไถ  และบทละครเรื่องอุณรุทร้อยเรื่อง  ดอกไม้สดประพันธ์เรื่องชัยชนะของหลวงนฤบาลผู้ดี  และจิรนันท์  พิตรปรีชา  ได้รับรางวัลกวีซีไรต์  เป็นต้น

ถ้าผู้หญิงเข้ามามีบทบาททางการเมือง สังคมจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร


              บทบาทผู้หญิงจะช่วยลดความรุนแรงและความขัดแย้งของโลกนี้ได้แต่ไหนแต่ไรมาโลกใบนี้ถูกออกแบบโครงสร้างการปกครองต่าง ๆ โดยผู้ชายมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบต่างๆ ผู้ชายก็เป็นคนร่างขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ผู้ชายเน้นหลักเหตุผล กฎหมายระเบียบส่วนใหญ่ก็ใช้เหตุผลและตรรกะเป็นหลัก ละเลยมิติทางความรู้สึกไปประเด็นเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ที่ถูกสะสมมาเป็นพันๆ ปี ทำให้โลกนี้ถูกออกแบบมาอย่างไม่สมดุลบางครั้งความเป็นหญิงน่าจะเข้ามาตัดเย็บกติกาใหม่เพื่อให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมบนฐานความเป็นจริงมากขึ้น
อย่างกรณีสุขภาพของผู้หญิงกับการทำงาน8 ชั่วโมง แน่นอนว่าสรีระร่างกายของผู้หญิงย่อมสู้ผู้ชายไม่ได้อยู่แล้ว ตรงนี้ก็ไม่ได้มีการออกแบบกฎหมายเพื่อมารองรับ ผู้หญิงจึงเจ็บป่วยจากการทำงานเยอะมาก

กฎกติกาเพื่อผู้หญิง ไม่ขัดกับหลักการความเท่าเทียม
กลุ่มเคลื่อนไหวสิทธิสตรีก็เคยตั้งคำถามประมาณนี้เหมือนกันถามถึงคำว่า"ความเท่าเทียม" แน่นอนย่อมไม่มีทางเท่าเทียมระหว่างหญิงกับชายได้ แต่เรากำลังต้องการให้เกิดคำว่า"ความเสมอภาค" ระหว่างชายกับหญิงที่จะมีโอกาสต่าง ๆ มากกว่าจะเน้นพัฒนาร่างกายหรือศักยภาพให้เท่าเทียมกันแต่ควรให้ทั้งหญิงและชายมีโอกาสให้เข้าไปอยู่ในระดับการตัดสินใจในทุกระดับของสังคมสัดส่วนเท่าๆกัน

ปัญหาสตรีในเมืองไทยเป็นอย่างไร
ปัญหาเกี่ยวกับผู้หญิงมีเยอะมาก บางประเด็นก็เกี่ยวข้องกับมิติวัฒนธรรมด้วย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ความรุนแรงภายในครอบครัว (Domestic Violence) จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าในทุก 4 นาทีจะเกิดปัญหานี้1 ครั้ง แต่ละปีมีจำนวนประมาณ 7 หมื่นกว่าครั้งที่เป็นการทำร้ายผู้หญิง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็ต้องฟังเสียงจากผู้หญิงด้วยกัน"

มุมมองบทบาทผู้หญิงกับการเมืองไทยในสภาเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
ก่อนอื่นต้องดูทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพสำหรับปริมาณผู้หญิงในสภาของไทยยังมีจำนวนน้อยมาก นอกจากมีนายกฯหญิงแล้ว ก็มีรัฐมนตรีหญิงเพียงคนเดียว (ศันสนีย์ นาคพงศ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ) อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่เสมอภาคกันแล้ว  "สภาไทยต้องมีปริมาณผู้หญิงในระดับการตัดสินใจมากกว่านี้ ซึ่งตอนนี้ผู้แทนผู้หญิงในสภามีแค่ 15% ขณะที่ในหลายประเทศมีเกิน 50% ไปแล้ว เช่น ในสภาของสวีเดน หรือสวิตเซอร์แลนด์"  ส่วนเรื่องคุณภาพ ไม่ใช่ว่าผู้ชายทำงานไม่ดี แต่ถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงจะเข้ามาช่วยเสริมเติมความละเอียดอ่อนให้สังคมมากขึ้น ต้องเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทั้งคุณภาพและปริมาณไปพร้อม ๆ กัน เพื่อปูทางสร้างผู้นำหญิงให้แก่สังคมในอนาคต สังคมไทยต้องเรียนรู้เรื่องนี้กันแล้ว

กลุ่มสิทธิสตรีเคลื่อนไหวนอกสภาในเมืองไทย

นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย "นายกยิ่งลักษณ์"
ประเทศไทยมีนักเคลื่อนไหวหญิงที่ทำงานภาคประชาชนเข้มแข็งมากอย่างน้อยเห็นตัวอย่างจากความก้าวหน้าในรัฐธรรมนูญที่มีกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวกับผู้หญิง พูดเรื่องสัดส่วนระหว่างหญิงกับชาย นั่นก็แสดงว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านนี้มีพลังมากจนนำคำพูดเหล่านี้ใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญได้

อยากให้มองทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือการเรียนรู้ ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้แล้วเปลี่ยนกลับไปเป็นผู้นำชายอีก ก็เป็นเรื่องดีที่จะได้นำมาเปรียบเทียบระหว่างลักษณะหญิงหรือชายจะช่วยอย่างไรบ้าง ถ้าได้ผู้นำชายก็สามารถนำความเป็นหญิงเข้ามาช่วยบริหารประเทศได้  ประเด็นเรื่องผู้หญิงต้องมีการพูดคุยมากขึ้นคงไม่หยุดยั้งเพียงเท่านี้ เรายังคงต้องการจำนวนผู้หญิงที่เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจให้มากกว่านี้ ถึงจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระดับประเทศได้แต่ถ้าเกิดได้นายกฯหญิงเป็นผู้นำอีกสมัยเหมือนในเยอรมนี หรือออสเตรเลีย

ชาวต่างชาติมองพัฒนาการสิทธิสตรีเมืองไทยอยู่ระดับใด
เท่าที่ได้ฟังเสียงมาจากหลายประเทศ ทั้งผู้นำ นักการทูต และสื่อต่างชาติ ค่อนข้างชื่นชอบประเทศไทยในลักษณะการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ถึงแม้ไทยต้องเผชิญวิกฤตภายในประเทศมากมาย แต่วันนี้เราได้ผู้นำหญิงแล้ว ขณะที่สหรัฐยังทำไม่ได้เลย รวมถึงผู้นำหญิงของประเทศไทยอยู่บนเวทีเศรษฐกิจจำนวนเยอะมาก เมื่อเทียบกับประเทศฝั่งอเมริกาและยุโรป

"ไทยกลายเป็นต้นแบบเรื่องนี้แล้ว ซึ่งตอนนี้ต่างประเทศกลับอยากฟังความคิดเห็นของคนไทยมากว่า ทิศทางอาเซียนจะไปทางไหน เพราะเห็นศักยภาพของไทยก้าวเป็นผู้นำอาเซียนได้ ทั้งมีต้นทุนเยอะ ต่างชาติชื่นชมทรัพยากรมนุษย์ของเรามาก ด้วยความที่คนไทยเป็นคนละเอียดอ่อนรอบคอบ (Attention to Details) ขณะที่ต่างชาติต้องเสียเงิน   แพง ๆ ไปเรียนรู้เรื่องนี้ ทำให้ประเทศไทยยังไปไกลกว่านี้ได้มาก"

ผู้หญิงที่เข้ามาเล่นการเมืองต้องปรับอะไรบ้าง

"คิดว่าไม่จำเป็น แค่ทำหน้าที่ไปตามบุคลิกของตัวเอง โดยไม่ต้องเล่นบทโหด ไม่ต้องถึงขนาดไปดึงแย่งเก้าอี้ประธานสภา อย่างนั้นเรียกว่าอุปทานกันไปเอง ว่าต้องทำให้เกิดความรุนแรงถึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่จำเป็นเลย"  ปิดท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยสามารถขึ้นนำเป็นอันดับ 1 ได้ แม้ออง ซาน ซู จี จะเป็นฮีโร่หญิงของทั้งโลก แต่เมื่อเทียบภาพรวมในระดับประเทศแล้ว บทบาทผู้หญิงของไทยไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน


พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เสวนาเรื่่อง...บทบาทสตรีไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

ภาพกิจกรรมการเสวนา





























เเนวความคิดสมัยใหม่ (Post Modern)

ความคิดสมัยใหม่ (Modernism)


            แนวคิดใหม่ทัน สมัย นักปราชญ์หรือนักคิดทางสังคมบางคนกล่าวบอกว่า ควรนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพราะเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) แต่นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่เห็นว่า แนวคิดใหม่ทันสมัย (Modernism) เป็นยุคประวัติศาสตร์ของสังคมยุโรปตะวันตก ที่เกิดการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพราะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคที่สนใจศึกษาค้นคว้าปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบวิทยาศาสตร์ (Scientism) มาช่วยแก้ปัญหาสังคมทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วส่งผลมีอิทธิพลต่อการศึกษาสังคมวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ของคองต์ในเวลาต่อมา (Comte’s positivism)

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 จึงถือได้ว่าเป็นยุคความคิดใหม่ทันสมัย  (Modernism) อันหมายถึงยุคสมัยให้ความสนใจในเรื่องศิลปะ วรรณคดี วิทยาการ สถาบัน  เหตุผล  การศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์  รูปแบบของชีวิต ความจริงของชีวิตบนฐานของความเจริญเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก กล่าวคือเป็น ช่วงเวลาแห่งความเจริญทางวัตถุ ความมั่นคงทางสังคม และความรู้เข้าใจตนเอง (Material progress, social stability and self-realization) ในยุโรปตะวันตก มีอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส  อิตาลี เป็นต้น แม้มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดสมัยใหม่ ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ คือ ความจริง (Truth) เหตุผล (Rationality) วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) ผลของอุตสาหกรรม (Emergence of capitalism) การแผ่อำนาจทางตะวันตก (Western imperialism) การแพร่กระจายความรู้ และอำนาจทางการเมือง (Spread of literature and political power) การขับเคลื่อนทางสังคม (Social mobility)    เป็นสาเหตุสำคัญสนับสนุนส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมโลก ที่เรียกกันว่า สมัยใหม่ความทันสมัย (Modernism)” เพราะผลของความเจริญทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนทางสังคม ทำให้มนุษย์ต้องการรู้เข้าใจตนเองและสังคมมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ทำให้ต้องมาคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อความถูกต้องดีงามแบบสากล แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโลกร่วมกัน เพื่อความรู้เข้าใจใหม่ร่วมกัน จึงขอลำดับเหตุการณ์การวิวัฒนาการแนวความคิดใหม่ทันสมัย
  
Post Modern  คือแนวความคิดที่มาหลังจากยุค modern ซึ่งเป็นช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม  ที่อะไรต่างๆถูกกำหนดอยู่ในหลักเกณฑ์และทฤษฏี แต่ยุค postmodern เป็นยุคที่ปฏิเสธสิ่งเดิมๆในยุคmodern โดยเน้นเสรีภาพและอิสระของบุคคล ไม่เชื่อในโลกของความจริง ไม่เชื่อเรื่องความเป็นสากล เพราะเชื่อว่าแต่ละคนแต่ละวัฒนธรรมนั้นมีเหตุผลของตัวเอง ไม่ควรจะให้ใครมาตัดสินว่าอันไหนสิ่งใดดีที่สุด แล้วคิดว่าสิ่งนั้นต้องดีสำหรับคนอื่นด้วย ดังนั้นจึงไม่คิดว่าสังคมที่คิดว่าเป็นสากลนั้นไม่มีจริง

ตัวอย่างอาคารที่สร้างด้วยแนวคิดปรัชญาโพสท์โมเดิร์น


           Post Modern เป็นยุคหลัง Modern จึงทำให้เกิดการถวิลหา คลาสิค เป็นยุคที่นำเอา ความแข็งกร้าว ตรงไปตรงมา สัจจแห่งเนื้อแท้ มารวมกับ ความนุ่มนวล อ่อนช้อย ลวดลายมากมาย การปกปิดสัจจะแห่งเนื้อแท้มาก+น้อย = Post Modernง่ายๆ เอาตำรา The Seven Lamp for Architecture (เป็นตำราทางสถาปัตยกรรมเล่มแรกของโลก)กับTheoryของ บาวเฮ้าส์ มารวมกันก็ได้   

Post Modern เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นในปลายยุคทศวรรษที่ 80 นำโดยกลุ่มนักออกแบบที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Michael Graves, Philippe Starck เป็นต้น คำว่า PostModernมาจากคำว่า Post ซึ่ง แปลว่าหลังและ Modern ก็หมายถึงยุค Modernนั่นเอง ความหมายรวมของPostModern หมายถึง รูปแบบงานออกแบบในยุคหลังจากModern นั่นเอง

หลักการโดยทั่วไปของ Post Modern คือการสร้างรูปแบบงานออกแบบใหม่ที่ไม่ใช่ทั้งModern และ รูปแบบ Classic แต่กลับเป็นการสร้างลูกผสมระหว่างทั้งสองรูปแบบขึ้นมาดังจะ เห็นได้จากผลงานส่วนใหญ่ของรูปแบบนี้จะมีการสร้างชิ้นงานแบบ Modern ที่เรียบง่าย และมีรูปทรงที่โดดเด่น เตะตา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการอ้างอิงถึงรายละเอียด หรือกลิ่นอายของงาน Classic ไปด้วยในตัว

ในบางครั้งงาน Post Modern ก็จะไปเน้นที่การเล่นเรื่อง Space กล่าวคือ Space ของงานClassic มักจะเน้นที่ ความหรูหรา ใหญ่โตและอลังการ ในขณะที่รูปแบบ Modern จะเน้นที่ความเรียบง่าย และการสร้างความรู้สึกที่สัมผัสได้ ในทันทีที่เข้าไปพบ หรือสัมผัสแต่รูปแบบ Post Modern มักจะเน้นที่ การสร้างความรู้สึกคล้ายใช่ และ คล้ายไม่ใช่ โดยมักจะสร้าง Space ที่ให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ในแต่ละ ก้าวย่าง ที่เข้าไปสัมผัส
                
                 รูปแบบ Post Modern ก็มักจะมีการใช้สีสรรที่สดใส หรือวัสดุที่แปลกใหม่ ตลอดจนรูปทรงที่แปลกตา เข้ามาใช้ในงานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอาคาร สถาปัตยกรรม ทำให้เรามักจะได้เห็น อาคารรูปทรงแปลกประหลาด หรือมีสีสรร สดใสตัดกับอาคารสี่เหลี่ยมทึบตันรอบข้าง โผล่มาอย่าง น่าประทับใจ

ความแปลกใหม่และลูกเล่นที่สร้างสรรค์ต่างๆ เหล่านี้ ได้สร้างให้งาน Post Modern ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรวดเร็วและด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทันสมัย ยิ่งทำให้งานออกแบบนี้แพร่กระจายไปทั่วโลก Post Modern กลายเป็นรูปแบบใหม่ ที่นักออกแบบทั่วโลกให้ความสนใจ และยินดีที่จะสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบนี้ ภายหลังจากที่ ต้องเก็บกดอยู่นานกับความเรียบง่าย วัสดุที่จำกัด และรูปทรงเรขาคณิต ของงาน Modern

แก่นสารอีกแล้ว ไม่มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความแน่นอน.นอกจากนี้ในยุคโมเดิร์น ยังเน้นในเรื่องของฝรั่งผิวขาว หรือคนตะวันตก เป็นผู้นำของโลก หรือเป็นเอตทัคคะในทุกๆศาสตร์ เป็นคนที่ประกาศวาทกรรมที่จริงแท้ที่สุดอันปฏิเสธไม่ได้ พวกโพสท์โมเดิร์นปฏิเสธเรื่องนี้เช่นเดียวกัน พวกเขาบอกว่า ethnic group หรือชนกลุ่มน้อยที่เป็นรองในสังคม, พวก minority หรือใครก็แล้วแต่ที่เคยด้อยกว่าในยุคโมเดิร์น สามารถที่จะประกาศวาทกรรมของตนได้เช่นเดียวกัน สามารถที่จะสร้าง discourse ของตนเองได้เช่นเดียวกันเหมือนกับคนผิวขาวหรือคนตะวันตก. จะเห็นได้ว่าในยุคโพสท์โมเดิร์น เป็นการตีกลับยุคโมเดิร์น อย่างค่อนข้างชัดเจน ประการต่อมา ในยุคโมเดิร์นนั้น เป็นยุคซึ่งได้สืบทอดความคิดเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิงมาตามลำดับ แต่ในยุคโพสท์โมเดิร์น ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ บอกว่าผู้หญิงก็มีสิทธิของพวกเธอเท่าเทียมกับผู้ชาย ผู้หญิงก็มีวาทกรรมของตนเอง ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ผู้ชายเป็นฝ่ายกำหนด โดยเฉพาะโครงสร้างทางสังคม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ. ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆที่ออกมา ผู้หญิงเป็นเบี้ยล่างมาโดยตลอด เช่น การใช้นามสกุลของผู้ชายหลังแต่งงานก็ดี กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวก็ดี รวมไปถึงเรื่องของการจัดการด้านทรัพย์สิน และกระทั่งความไม่เท่าเทียมในเรื่องของการประกอบอาชีพและค่าแรง จะเห็นถึงความไม่เสมอภาคกันเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในยุคโมเดิร์น ยังให้ความสำคัญในเรื่องของความเจริญ และการพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ยุคโพสท์โมเดิร์นบอกว่าไม่จำเป็น เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทำลายธรรมชาติ ทั้งความเป็นมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น การรณรงค์ต่างๆซึ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังสมัยใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนิเวศวิทยา เรื่องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เรื่องของสิทธิสตรี เรื่องอะไรต่างๆเหล่านี้ทั้งหมด เป็นความคิดที่ against ต่อยุคโมเดิร์น

สังคมไทยยุคโพสต์โมเดิร์น

วัฒนธรรมของโพสท์โมเดิร์น เห็นว่า การพัฒนาสามารถที่จะทำลายวัฒนธรรม(Conceptual)ได้ ไม่มี


วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

ความขัดเเย้งในเอเชีย (ความขัดแย้งทางศาสนาในพม่า พุทธ+มุสลิม)


ความขัดแย้งทางศาสนาในพม่า  พุทธ+มุสลิม



พม่าเป็นประเทศที่ไม่เคยปลอดจากความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนแม้จนได้ประชาธิปไตยมาแล้วในระดับหนึ่ง ปัญหานี้ก็ยังมีอยู่ความเจ็บปวดในเรื่องเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ชาวพม่ากำลังนำไปใช้แก้ปัญหาอยู่จนทำให้ปัญหาคลี่คลายลงไปได้เยอะ บางทีศึกระหว่างกองทัพกับพวกคะฉิ่นอาจเป็นสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายของแนวรบด้านนี้ก็ได้ กระนั้นก็ตาม พม่ายังไม่ตระหนักถึงแนวรบใหม่ที่น่าหนักใจกว่าเก่า เพราะอาจระบาดบานปลายเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประสบการณ์และความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของผู้นำพม่าในทุกฝ่ายแล้ว อนาคตยิ่งดูมืดมน ปัญหานั้นคือปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม



จลาจลที่ขยายวงจากเมืองเมกติลาไปยังเมืองต่างๆ ในพม่านั้นเป็นเครื่องชี้ชัดถึงการขาดความอดกลั้นของทั้งชาวพุทธ ชนกลุ่มใหญ่และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่อาจเกิดจากผลิตผลของประชาธิปไตยที่เพิ่งลิ้มรส ชาวพุทธเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศนี้ มีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง รู้สึกไม่พอใจต่อชนกลุ่มน้อยทางศาสนาที่เรียกร้องสิทธิต่างๆ มากขึ้นหรือมีท่าทีที่ชวนหมั่นไส้ พวกเขาจะแสดงออกอย่างรุนแรงมากล้น ถ้าพวกคนต่างกลุ่มดำเนินการเกินเลย เช่น ข่มขืนชาวพุทธ ปฏิเสธการให้บริการ หรือด่าทอ ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับชาวเซิร์บในยูโกสลาเวีย ยุค 80 ทั้งนี้เพราะเมื่อความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ละลายไป สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นแทนไม่ใช่สังคมยุคพระศรีอาริย์ที่ทุกอย่างดีไปหมด แต่มนุษย์ในสังคมจะหวนกลับไปรื้อฟื้นหรือยึดติดกับสิ่งที่เป็นตัวตนขั้นดิบของพวกเขา นั่นคือ เชื้อชาติและศาสนา คราวนี้ล่ะจะยุ่ง หากกลุ่มชนนั้นมีความรู้สึกแบ่งพวกเขา-พวกเรา สูง สภาพสังคมแบบพม่าดันเป็นเช่นนั้นเสียด้วย ที่ชาวพุทธมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูง ขาดประสบการณ์การผ่อนปรนกับคนนอกศาสนา เพราะไม่ค่อยมีความขัดแย้งทำนองนี้


ฝ่ายมุสลิมในพม่าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ในอดีตพวกเขายอมรับความเป็นรองอยู่เงียบๆ ในสังคมพุทธเป็นใหญ่ แต่ในยุคประชาธิปไตย พวกเขาก็มีกลุ่มที่กล้าแสดงออก กล้าลุยเรียกร้องและกล้าต่อสู้ขึ้นมา ผลก็คือยิ่งทำให้มวลความร้อนปะทะกับมวลความร้อน เรื่องที่น่าจะจบลงกันได้ด้วยคนไม่กี่คน กลายเป็นการนับศพเพิ่มขึ้นๆ คนคลั่งแค้นเข้าปะทะกันมากขึ้น และอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามก็ต้องถูกทำให้พินาศลงโดยไม่ต้องคำนึงถึงสติอะไรอีก


            ความขัดแย้งขยายตัวเมื่อชาวพุทธแพ็กกันแน่นทุกองค์กรดำเนินการเล่นงานหรือตอบโต้คนต่างศาสนาอย่างเป็นระบบ ขณะที่ชาวมุสลิมก็อาศัยโลกาภิวัตน์แสวงหาแนวร่วมจากที่ต่างๆ นอกพม่า ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจที่สหประชาชาติจะวิตกต่อเรื่องนี้ แนวร่วมอิสลามจะประณามพม่า หรืออาจมีนักรบต่างชาติเข้าไปทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ในนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามยุติความขัดแย้งแบบที่เคยทำกับจลาจลที่ยะไข่ไม่ว่าการจับกุมทุกฝ่าย ประกาศเคอร์ฟิว หรืออ้อนวอนขอร้องให้ทุกฝ่ายหยุดฆ่ากันซะที แต่นั่นก็จะไม่ได้ช่วยอะไรในระยะยาว เพราะผู้นำพม่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ อีกทั้งลึกๆ แล้วเลือกข้าง


พวกเขาพยายามทำให้โลกคิดว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เดี๋ยวก็หายไปเอง พวกเขาอ้างว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหาขั้นสุดท้ายอยู่แล้ว แต่ตอบไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรฝ่ายรัฐบาลนั้นยังไม่กระทบชื่อเสียงนัก เพราะนานาชาติมองทหารพม่าในแง่นิยมการแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงอยู่แล้วแต่กับออง ซาน ซูจี ที่ก้าวไปถึงระดับเทพสิทธิมนุษยชนแล้ว เรื่องนี้จะกระทบชื่อเสียงเธอมาก ยิ่งเธอเลือกที่จะเงียบมากกว่าผลักดันอันใด กระแสความสงสัยจะยิ่งพุ่งมายังเธอว่าสิทธิมนุษยชนที่เธอเรียกร้องนั้นจำกัดเฉพาะกลุ่มกระมัง

 ในขณะที่รัฐบาลพม่ากำลังเดินหน้าเร่งปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวพม่าต่างศาสนาในประเทศ  นับแต่ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในรัฐยะไข่เมื่อปี 2555 ที่ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายต่อพม่าทั้งภาพลักษณ์ และความสูญเสียด้านชีวิตและทรัพย์สินมีผู้เสียชีวิต 180 คน  ชาวโรฮิงยาในรัฐยะไข่ต้องหนีตายไปอยู่ในบังคลาเทศเป็น110,000 คน  ที่เหลือก็อพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นแบบไปตายเอาดาบหน้า  ความขัดแย้งระหว่างศาสนาได้ลามไปยังพื้นที่อื่น   ล่าสุดเกิดการจลาจลต่อสู้กันระหว่างชาวพม่าพุทธและพม่ามุสลิมในเมืองเมคถิลา  ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศพม่า  เหนือกรุงย่างกุ้ง มีคนเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 40 คน และมีผู้อพยพหนีความรุนแรงประมาณ 9,000 คน  ถือว่ารุนแรงที่สุดนับแต่การปะทะกันระหว่างชาวพม่าพุทธและมุสลิม

มูลเหตุของการจลาจล


จุดเริ่มต้นมาจากการทุ่มเถียง  วิวาทกันที่ร้านขายทองซึ่งเจ้าของเป็นคนมุสลิม ชาวพม่าพุทธมาซื้อทองแล้วถกเถียงกัน  แต่เกิดวิวาทกันจนมีการบาดเจ็บ  ซึ่งน่าจะเป็นชาวพุทธบาดเจ็บ  ทีแรกการปะทะกันก็จำกัดอยู่ละแวกร้านทองเท่านั้น  ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป   2 คน มีการปลุกระดมกันทั้งสองฝ่าย  ต่างฝ่ายต่างยกพวกออกไปตีกัน  แล้วค่อยๆ ลุกลามบานปลายออกไปเรื่อยๆ  ชาวพุทธซึ่งมีพระสงฆ์มาร่วมกับเขาด้วย และชาวมุสลิมยกพวกถล่มกันตามท้องถนนในตัวเมือง  เผาอาคารบ้านเรือน  เจ้าหน้าที่เจอศพอยู่ใต้ซากสลักหักพังของอาคาร  ชาวพม่าพุทธกลุ่มหนึ่งบุกไปทำลายมัสยิด หลายแห่ง  ทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตแล้ว  40  ราย                 
 มีผู้ก่อเหตุหลายสิบคนถูกจับกุม ทางการพม่าประกาศภาวะฉุกเฉินและประกาศเคอร์ฟิวในเขตเมืองเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้   แต่ตำรวจมีกำลังไม่พอที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ 
ประธานาธิบดีเต็งเส่งประกาศผ่านโทรทัศน์ว่า อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังรุดหน้า ชาวพม่าในพื้นที่บอกว่า  ความขัดแย้งครั้งนี้ ถือเป็นเหตุรุนแรงระหว่างศาสนาที่หนักหน่วงที่สุดในพม่า

ด้านต่างประเทศ


 อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเก่าที่พม่าร่วมกับสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติ  เรียกร้องให้พม่าหาทางยุติความรุนแรงโดยทันทีและทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อปกป้องพลเมือง และดำเนินการต่อศัตรูที่อยู่เบื้องหลัง   ส่วนที่ปรึกษาพิเศษเกี่ยวกับพม่าประจำสหประชาชาติ  เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสร้างความสงบ เร่งบันเทาความตึงเครียดและสร้างสันติภาพ  ส่วนองค์กรนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าหาทางยุติความรุนแรง มิฉะนั้น  พม่าเสี่ยงที่จะเผชิญกับการจลาจลที่วนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น เพราะความตึงเครียดระหว่างชาวพุทธและมุสลิมเริ่มกระจายไปในส่วนอื่นของประเทศ


เหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555 เป็นชุดข้อพิพาทที่ดำลังดำเนินอยู่ระหว่างชาติพันธุ์ยะไข่พุทธและมุสลิมโรฮิงยาทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ประเทศพม่า แต่เมื่อถึงเดือนตุลาคม มุสลิมทุกชาติพันธุ์เริ่มตกเป็นเป้า  เหตุจลาจลเกิดขึ้นหลังข้อพิพาททางศาสนาหลายสัปดาห์และถูกประณามโดยประชาชนทั้งสองฝ่ายของข้อพิพาทส่วนใหญ่สาเหตุของเหตุจลาจลที่ใกล้ชิดยังไม่ชัดเจน ขณะที่นักวิจารณ์หลายคนอ้างว่า เหตุชาติพันธุ์ยะไข่สังหารมุสลิมพม่าสิบคนหลังการข่มขืนและฆ่าสตรีชาวยะไข่เป็นสาเหตุหลัก รัฐบาลพม่าสนองโดยกำหนดการห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคื และวางกำลังทหารในพื้นที่ วันที่ 10 มิถุนายน มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐยะไข่ ซึ่งอนุญาตให้ทหารเข้ามาปกครองพื้นทีถึงวันที่ 22 สิงหาคม ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 88 คน เป็นมุสลิม 57 คน และชาวพุทธ 31 คน ประเมินว่ามีประชาชน 90,000 คนพลัดถิ่นจากความรุนแรงดังกล่าว มีบ้านเรือนถูกเผาราว 2,528 หลัง จำนวนนี้ 1,336 หลังเป็นของชาวโรฮิงยา และ 1,192 หลังเป็นของชาวยะไข่ กองทัพและตำรวจพม่าถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทนำในการจับกุมหมู่และความรุนแรงตามอำเภอใจต่อชาวโรฮิงยา  การต่อสู้เกิดขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 64 คน และบ้านเรือนหลายพันหลังถูกทำลาย

 ความเป็นมา

เหตุปะทะระหว่างสองชาติพันธุ์เกิดขึ้นอยู่เป็นช่วงๆ อยู่หลายครั้ง โดยมากเป็นการปะทะระหว่างชาวพุทธยะไข่ซึ่งเป็นคนส่วนมากกับชาวมุสลิมโรฮิงยาที่ซึ่งรัฐบาลพม่านับชาวโรฮิงยาเหล่านี้ว่าเป็นผู้อพยพ จึงไม่มีสิทธิที่จะเป็นพลเมืองของประเทศ นักประวัติศาสตร์หลายคนบอกว่าชาวโรฮิงยานี้อยู่ที่นี่มาหลายศตวรรษแล้ว ในขณะที่นักประวัติศาสตร์อีกส่วนบอกว่าชาวโรฮิงยาเพิ่งปรากฏในแถบนี้ในช่วงศตวรรษที่ 19 เท่านั้น สหประชาชาตินับกลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงยาเหล่านี้ว่าเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่มากที่สุดในโลก นอกจากนี้ รองผู้อำนวยการแผนกเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ อีเลน เพียร์สัน ยังออกมากล่าวว่า  " หลังจากหลายปีแห่งการกดขี่ ข่มเหง รังแก วันหนึ่งฟองสบู่นั้นจะแตกออก และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังเห็นในขณะนี้ "

ในเย็นของวันที่ 28 พฤษภาคม กลุ่มมุสลิมสามคน ซึ่งมีชาวโรฮิงยาสองคนอยู่ในนั้น ได้ทำการปล้นฆ่าข่มขืนหญิงชาวยะไข่ชื่อ Ma Thida Htwe ต่อมาตำรวจได้เข้าจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งสามแล้วส่งไปยังเรือนจำของเมืองยานบาย ในวันที่ 3มิถุนายนผู้ประท้วงได้ทำการโจมตีรถบัสคันหนึ่งเนื่องจากเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยทั้งสามนั้นอยู่ในรถบัสนั้นผลจากเหตุการณ์นั้นได้ทำให้ชาวมุสลิม 10 คนเสียชีวิต ซึ่งเป็นผลให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มมุสลิมชาวพม่าในย่างกุ้ง รัฐบาลตอบสนองโดยการตั้งรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจอาวุโสเพื่อเป็นผู้นำในการสืบสวนเพื่อสืบหาสาเหตุและการยั่วยุที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์และดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ซึ่งนับถึงวันที่ 2 กรกฎาคม มีผู้ถูกจับไปแล้ว 30 คนเนื่องจากการฆ่าชาวมุสลิมทั้งสิบนี้